อะไรคือการ Short?

หล่านักลงทุน “ทำกำไร” กับสิ่งหนึ่ง ๆ ได้อย่างไรในขณะที่ราคามันร่วงลง
.
ในโลกของการเงินการลงทุน โดยทั่ว ๆ ไปเรามักจะมองนักการเงินเป็น “นักเก็งกำไร” ในฐานะที่พวกเขาจะซื้อสิ่ง ๆ หนึ่งไว้ รอให้ราคามันขึ้นไปเรื่อย ๆ แล้วก็ขายทำกำไรเมื่อราคามันขึ้นไปแล้ว
.
นี่เป็นกิจกรรมพื้นฐานในโลกการเงิน แต่มันไม่ใช่ทั้งหมด เพราะสิ่งที่ว่ามามันคือการทำกำไรในภาวะที่เรียกว่า “ตลาดขาขึ้น” (หรือภาวะที่สิ่งหนึ่ง ๆ ราคาขึ้นไปเรื่อย ๆ ) เท่านั้น
.
มันมีสิ่งที่เรียกว่า “การทำกำไรในตลาดขาลง” หรือการที่จะทำกำไรกับสิ่ง ๆ หนึ่งที่ราคามันตกไปเรื่อย ๆ ด้วย ซึ่งนี่มันผิดกับคอมมอนเซนส์ของคนทั่ว ๆ ไปมาก ๆ เพราะเราจะ “ทำกำไร” กับสิ่งที่ราคาตกไปเรื่อย ๆ ได้อย่างไรล่ะ?
.
การทำกำไรในภาวะตลาดขาลงนี้รู้จักกันในโลกการเงินว่า Short, Shorting, Short Sell ฯลฯ ซึ่งมันคือสิ่งเดียวกันทั้งสิ้น
.
ซึ่งความหมายพื้นฐานของมันคือ คุณกำลังคิดว่าอะไรจะราคาตก และคุณจะทำกำไรจากการที่มันราคาตก มันไม่เกี่ยวกับ “สั้น” หรือ “ระยะสั้น” อะไรโดยตรงทั้งนั้น อย่าแปลตรงตัว เพราะนี่คือศัพท์การเงิน
.
แต่ก่อนที่เราจะไปดูว่าการ Short ทำกันอย่างไร เราอยากจะไปดูก่อนว่าทำไมมันถึงเรียก Short

คือในโลกการเงิน สถาวะของราคาของสิ่งหนึ่ง ๆ (ไม่ว่าจะเป็น หุ้น ทอง น้ำมัน ดอลลาร์สหรัฐ หรือกระทั่งบิตคอยน์) มันมีได้ 2 อย่างหลัก ๆ คือราคามันกำลังขึ้น กับราคามันกำลังลง
.
เมื่อราคามันกำลังขึ้น ท่าทีของนักลงทุนจะเรียกว่า Long Position หรือพูดง่าย ๆ ก็คือถือสิ่งนั้นยาว ๆ ไป ไม่รีบขาย เพราะราคามันขึ้นอยู่
.
ส่วนเมื่อราคามันกำลังลง ท่าทีของนักลงทุนจะเรียกว่า Short Position ซึ่งก็คือการคาดการณ์ว่าสินค้ามันจะราคาตก และหาทางจะทำกำไรจากมันทั้ง ๆ ที่ราคามันกำลังตกลง (อันนี้พูดง่าย ๆ นะครับ) ซึ่งจะเรียกว่า “ทำกำไรระยะสั้น” ก็ได้ แต่นี่ก็อาจชวนงง เพราะ “ระยะสั้น” ที่ว่ามันอาจกินระยะเวลา 1 ปี หรือมากกว่านั้นก็ได้ ขึ้นอยู่กับว่าตลาดจะขาลงนานแค่ไหน และที่สำคัญก็คือ สิ่งที่ทำให้ Short Position เป็น Short Position คือการทำกำไรในตลาดขาลง ซึ่งมันไม่ได้ขึ้นกับระยะเวลาจริง ๆ ดังนั้น ถ้าตลาดมันลงยาวนานกว่าตลาดขาขึ้น สิ่งที่เรียกว่า Short Position อาจกินเวลายาวนานกว่า Long Position ก็ได้ ดังนั้นเราจึงไม่อยากให้แปลว่า “ทำกำไรระยะสั้น” เพราะมันชวนงง
.
คำถามต่อมาคือทำยังไง? หลัก ๆ คือทำได้หลายแบบ การหาทางทำกำไรจากตลาดขาลง หรือราคาที่ตกลงรวม ๆ เรียกว่า Short หมด ซึ่งเราจะยกตัวอย่างแบบง่ายที่สุด ซึ่งก็คือการทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้า
.
อะไรคือสัญญาซื้อขายล่วงหน้า? สัญญาซื้อขายล่วงหน้า ดั้งเดิมเป็นกลไกประกันราคาสินค้าที่ผันผวน เช่น สินค้าเกษตร สมมติว่าตอนนี้ข้าวโพดกิโลกรัมละ 10 บาท แต่เกษตรกรที่ปลูกข้าวโพดตอนนี้อาจไม่มั่นใจว่าในอนาคตข้าวโพดจะราคาขึ้นหรือลงในตอนที่เก็บเกี่ยวเสร็จในอีก 1 ปี ข้างหน้า เกษตรกรก็เลยทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้ากับผู้รับซื้อ เพื่อจะเป็นการรับประกันราคาว่า ไม่ว่า ณ อนาคตราคาข้าวโพดจะเป็นเท่าใด ผู้ซื้อจะรับซื้อในราคาตามที่สัญญาไว้ (ซึ่งเรียกว่า “ราคาหน้าสัญญา”) ตัวอย่างเช่น กรณีนี้เกษตรกรทำสัญญาไว้กับผู้ซื้อว่าจะขายข้าวโพด 1 ตัน ในราคา 10 บาทต่อกิโลกรัม ใน 1 ปีข้างหน้า ดังนั้นในหนึ่งปีข้างหน้า ไม่ว่าราคาตลาดของข้าวโพด จะตกเป็น 9 บาท หรือขึ้นไป 11 บาท เกษตรกรก็ต้องหาข้าวโพด 1 ตันมาขายให้ผู้ซื้อในราคากิโลกรัมละ 10 บาท และผู้ซื้อก็ต้องหาเงิน 10,000 บาทมาจ่ายค่าข้าวโพด
.
จะเห็นได้ว่ากลไกแบบนี้พื้นฐานมันทำมาให้ทางฝั่งผู้ซื้อ แบ่งความเสี่ยงจากทางผู้ขายไป พร้อมกับสร้างหลักประกันราคาให้ผู้ขาย ว่ายังไงสินค้าของตัวเองก็จะขายได้ในราคาที่คาดเดาได้ในอนาคต
.
แต่ในอีกด้านหนึ่ง ถ้าเราเอากลไกแบบนี้มาใช้อีกแบบก็ได้ เช่น ถ้าราคาข้าวโพดตกเป็น 9 บาท สิ่งที่เกษตรกรทำนั้นเอาจริง ๆ ไม่ต้องปลูกข้าวโพดมาขายก็ได้ เพราะเกษตรกรจะสามารถไปซื้อข้าวโพดในตลาดที่ราคากิโลกรัมละ 9 บาทมา 1 ตัน เพื่อไปขายต่อกิโลกรัมละ 10 บาทได้ตามสัญญา ซึ่งแบบนี้คือการกินกำไรนิ่ม ๆ เลย โดยไม่ต้องลงมือเพาะปลูกอะไรทั้งนั้น และเกษตรกรก็ได้กำไรทั้ง ๆ ที่ “ราคาข้าวโพดร่วงลง” ด้วยซ้ำ
.
เราลองเปลี่ยนเกษตรกรเป็นนักลงทุน แล้วเปลี่ยนจากข้าวโพดเป็น หุ้น ค่าเงินบาท ทองคำ ฯลฯ ดูครับ นั่นแหละครับ การ Short
.
การ Short ในทางปฏิบัติก็คือ นักลงทุนคาดว่าสินทรัพย์อย่างหนึ่งจะราคาตกลง นักลงทุนเลยไปหาสถาบันการเงิน เพื่อทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้ากับทางสถาบันการเงิน โดยนักลงทุนจะเสนอสัญญาให้ราคาหน้าสัญญาสูงกว่าราคาที่คาดว่าจะตกลงไป และทำกำไรจากส่วนต่างนั้น
.
เช่น ขณะนี้ทองคำราคาบาทละ 21,000 บาท เราคาดว่าอีก 1 ปีมันจะตกลงไป 18,000 บาท (สมมตินะครับ) สิ่งที่เราจะทำถ้าเราจะ Short ทองคำก็คือ เราไปสถาบันการเงิน ขอทำสัญญาขายทองคำปริมาณ 1 บาทล่วงหน้าในเวลา 1 ปี ที่ราคาใดก็ได้ที่สูงกว่าบาทละ 18,000 บาท อันเป็นราคาที่เราคาดว่ามันจะตกลงไป
.
เท่านี้เราก็จะทำกำไรจากการที่ทองคำราคาตกได้แล้ว เช่น สมมติเราทำสัญญาขายทองคำได้ที่บาทละ 20,000 บาท แล้วครบ 1 ปี ราคาทองคำตกลงไปบาทละ 18,000 บาทจริง สิ่งที่เราจะได้กำไรจากสัญญาซื้อขายปริมาณทองคำ 1 บาทนี่ก็คือ 2,000 บาท เพราะเราสามารถไปซื้อทองคำราคา 18,000 บาท มาขายให้สถาบันทางการเงินในราคา 20,000 บาทได้ เพราะสถาบันทางการเงินทำสัญญากับเราว่าจะรับซื้อแล้ว ยังไงก็ต้องซ้ำ และกำไรจากส่วนต่างราคาที่เราได้ก็คือ 2,000 บาทพอดี
.
อย่างไรก็ดี ในทางปฏิบัติจริง ๆ ในโลกการเงินยุคหลัง ๆ มันจะไม่ค่อยมีสเตปที่เราต้องไปซื้อทองคำมาขายให้สถาบันทางการเงิน เพราะในทางปฏิบัติสถาบันทางการเงินก็ต้องเอาทองคำไปขายต่อเอาเงินสดอีก มันวุ่นวาย และในทางปฏิบัติก็คือ สถาบันทางการเงินเขาจะจ่าย “ส่วนต่าง” ระหว่างราคาหน้าสัญญากับราคาตลาดให้เรา ในกรณีที่ราคาหน้าสัญญาสูงกว่าราคาตลาด
.
แต่ในทางกลับกัน ถ้าเราเก็งผิด ราคาหน้าสัญญาดันต่ำกว่าราคาตลาด สิ่งที่เราจะต้องทำก็คือต้องจ่ายเงินให้สถาบันทางการเงิน เช่น ในตัวอย่างเดียวกัน ถ้าเราไปทำสัญญาขายทองคำปริมาณ 1 บาท ให้สถาบันทางการเงินที่ราคาบาทละ 20,000 บาทใน 1 ปี แต่ในความเป็นจริง 1 ปีผ่านไป ราคาทองคำไม่ตก แต่ดันเด้งขึ้นไปบาทละ 22,000 บาท ในทางปฏิบัติ เราก็ไม่ต้องไปซื้อทองคำ 22,000 บาท มาขายให้สถาบันทางการเงิน 20,000 บาท แต่เราก็จ่ายแค่ส่วนต่าง 2,000 บาทที่เป็นส่วนต่างราคาของคำหน้าสัญญาของเราที่ต่ำกว่าราคาตลาดก็พอ เป็นต้น
.
จะเห็นได้ว่าแม้กระบวนการทั้งหมดจะซับซ้อนนิดหน่อย แต่จริง ๆ มันไม่ได้ยากเกินความเข้าใจไปนัก และดูไปดูมา สิ่งทั้งหมดที่เกิดขึ้นมันก็คล้าย ๆการที่นักลงทุนไป “ท้าพนัน” กับสถาบันทางการเงินดี ๆ นี่เองจะว่าไป
.
แต่นั่นแหละครับ อย่างที่บอก กลไกแบบนี้พื้นฐานมันจำเป็นในการประกันราคา มันไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเป็น “การพนัน” ดังนั้นมันไม่ผิดกฎหมาย ซึ่งถ้ามันผิดกฎหมายก็คงยุ่ง เพราะคงแทบไม่มีกิจกรรมอะไรในตลาดการเงินเลยที่ไม่ใช่ “การพนัน”
.
หวังว่าที่เขียนมาทั้งหมดนี้ ก็คงจะทำให้เข้าใจว่า ทำไมนักลงทุนจำนวนมากถึงใจเย็น หรือกระทั่งหาทางทำกำไรได้ในช่วงที่เศรษฐกิจตกนะครับ นี่เป็นเรื่องที่ทำกันปกติมากในโลกการเงิน ตอนค่าเงินบาทตก George Soros ก็ทำแบบนี้ ตอนที่เศรษฐกิจอเมริกาตกต่ำสุด ๆ ในปี 2008 ก็มีนักลงทุนตาแหลมมองเห็นว่าเศรษฐกิจจะร่วงและก็ทำแบบนี้จนรวยเช่นกัน (และเรื่องราวนี้ถูกเล่าอย่างสนุกเลยในหนัง The Big Short ครับ)
.
อย่างไรก็ดี ในทางปฏิบัติจริง ๆ การทำกำไรในตลาดขาลงไม่ใช่สิ่งที่จะทำง่าย ๆ เลย มันต่างจากตลาดขาขึ้นที่ถือสินทรัพย์ทางการเงินไว้ก็รวยขึ้น ๆ ไปพร้อมกับราคามันที่ขึ้น ตลาดขาลง เราต้องเล็งได้แม่นมาก ๆ ว่าในเวลาไหน ราคามันจะตกไปเท่าไร แล้วตั้งราคาหน้าสัญญาให้สูงกว่าราคาที่ตกลงไป นั่นหมายความว่าถ้าเรากะผิด ราคาอาจลงจริง แต่ลงไม่เท่าที่เราคิด ทำให้ราคาหน้าสัญญายังสูงกว่าราคาตลาดอยู่เมื่อถึงเวลาของสัญญา นั่นก็หมายความว่าเราจะขาดทุน
.
ดังนั้น มันไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ เลยในการ Short ให้สำเร็จหรือได้กำไรจริง และถ้านี่เป็นเทคนิคที่ถ้าเข้าใจได้ยากแล้ว ทำจริง ๆ ให้สำเร็จก็ยิ่งยาก มันก็เลยเป็นเทคนิคที่ถือว่าชั้นสูงมากในแง่ที่มันมีความเสี่ยงระดับสูงลิบในการจะเข้าไปยุ่งกับมัน
.
ในแง่นี้ สำหรับนักลงทุนทั่ว ๆ ไป ในตลาดขาลงก็เลยมักจะขายสินทรัพย์มาพักเป็นเงินสดไว้แล้วรอเวลาให้ตลาดมันลงสุด แล้วซื้อสินทรัพย์ในราคาถูก ๆ ก่อนที่ตลาดจะเปลี่ยนเป็นขาขึ้นเต็มตัวกัน
.
คนที่จะ Short ระหว่างทางตลาดขาลงมาตลอดแล้วคิดว่าจะทำกำไรได้เรื่อย ๆ นี่น่าจะเป็นคนระดับไม่ธรรมดา ไม่ใช่นักลงทุนปกติจะทำได้
.
เพราะคนส่วนใหญ่ที่ทำการ Short มักจะ “เสีย” มากกว่า “ได้” ซึ่งก็แน่นอนคนที่ได้เงินจากคนเหล่านี้ไปเหนาะ ๆ ก็คือสถาบันการเงิน ซึ่งก็เหมือนบ่อนที่สุดท้ายมันอยู่ได้ก็เพราะคนที่เข้ามาที่บ่อนนั้นในภาพรวมก็จะ “เสีย” มากกว่า “ได้”

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *